ราคาสินค้าเกษตร

กลไกราคาสินค้าเกษตร.. เรื่องเก่าที่ต้องเก็บมาเล่าใหม่
ดุษณี รักษ์กสิกิจ สัตวบาล และนักเขียน (อิสระ) กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของประเทศที่เอื้อต่อการทำการเกษตรนี้เอง ทำให้ เกษตรกร กลายเป็นอาชีพหลักของคนมากกว่าครึ่งประเทศ แต่ภาพหนึ่งที่เกษตรกรไทยไม่เคยสลัดให้หลุดพ้นไปได้คือ ความยากจน เพราะถ้าพูดถึงเกษตรกรก็ต้องเห็นภาพความยากจน วันนี้เห็นภาคเกษตรเริ่มจะสดใส ราคาผลผลิตเริ่มสูงขึ้น ก็ให้ดีใจแทน แต่ก็เป็นไปเพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ เพราะแว่วๆ ว่าภาครัฐจะออกมาควบคุมราคาสินค้าเกษตรอีกแล้ว น่าแปลก..ที่รัฐบาลบ้านเรา ไม่เห็นความสำคัญกับการยกระดับเกษตรกรให้กินดีอยู่ดี มีความมั่นคงในอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหมือนอย่างที่หลายประเทศเขาทำกัน เห็นมีแต่จะกดให้ราคาสินค้าเกษตรต่ำเพื่อหวังเอาใจคนเมือง เรียกว่าเอาเกษตรกรคนจนอุ้มคนรวย

ช่วงที่ผ่านมาต้องบอกว่า ภาคเกษตร มีแต่เรื่องร้อนๆ ให้ต้องคอยแก้ปัญหาไม่หยุดหย่อน เท่าที่สังเกตก็เกิดจากภาวะร้อนที่ผิดปกติ ซึ่งกระทบกับการผลิตสัตว์และพืชทำให้ผลผลิตลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาวะร้อนแล้งนี้ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตภาคเกษตรที่ออกสู่ตลาดน้อยมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้ว่าการลดลงของผลผลิตนี้จะส่งผลให้ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้น แต่ถ้าให้เลือกคงไม่มีพี่น้องเกษตรกรคนใด ที่จะอยากให้ผลผลิตของตัวเองออกมาน้อย เพราะใครก็ตามที่ปลูกพืชหรือแม้แต่เลี้ยงสัตว์ ต่างก็ต้องการให้ปริมาณผลผลิตมีมาก เพื่อจะได้มีของมากพอที่จะขาย ไม่ใช่ได้ของน้อยแต่ขายแพงแบบนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดูต้นทุนที่ต้องซื้อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์มา หว่านมาเลี้ยง แต่ต้องเก็บเกี่ยวได้ไม่คุ้มทุนแบบนี้ก็เห็นจะแย่

พูดถึงราคาพืช ก็ให้นึกถึงข่าวที่แว่วๆ ว่ารัฐบาลเตรียมเรียกภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาหารือกันว่าราคาขณะนี้ต่ำลง ควรจะเข้ามาทบทวนต้นทุนอาหารสัตว์ให้เหมาะสม เห็นว่าถ้าเกิดพบว่าต้นทุนการผลิตลดลง ก็จะขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายอาหารสัตว์ปรับลดราคาอาหารสัตว์ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์และราคาเนื้อสัตว์ต่างๆ ลดลง

ถึงแม้ว่าตัวเองจะเป็นแค่ผู้บริโภค แต่เห็นแล้วบอกตรงๆ ว่าเหนื่อยแทนโดยเฉพาะเกษตรกรทั้งที่อุตส่าห์มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้บ้างหลังราคาสินค้าขยับขึ้น แต่ก็ต้องมาร้อนๆ หนาวๆ เพราะมีภาครัฐที่คอยจ้องจะกดราคาไม่ให้สูงขึ้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า วันๆ หนึ่งคงคอยจ้องแต่จะเรียกคะแนนนิยมจากผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดรัฐบาลก็เตรียมเรียกประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนเนื้อหมู ไข่ไก่ และอาหารสัตว์ เพื่อทบทวนโครงสร้างต้นทุนและราคาจำหน่ายของเนื้อหมู และไข่ไก่ใหม่ทั้งระบบ นี่ก็ตามนโยบายของนายกฯ ที่อ้างการดูแลค่าครองชีพประชาชน เพื่อให้อยู่ระดับที่เหมาะสม

ทั้งที่ความจริงแล้วภาคผู้ผลิตเองทั้งเกษตรกรชาวไร่ ที่ปลูกพืชพวกที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ตั้งแต่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือแม้แต่ ข้าว (ใช้ส่วนของปลายข้าว) ต่างก็พอใจกับราคาผลผลิตที่ขายได้ หรือแม้แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เองก็เพิ่งจะมีกำไรก็ช่วงนี้ จากที่ต้องขายถูกให้ผู้บริโภคได้กินของดีราคาถูกอยู่ไม่ต่ำกว่า 2 ปี ก็เพิ่งจะมีได้กำไรบ้างก็ตอนนี้ แต่สุดท้ายก็ถูกจ้องจะกดราคา

จะว่าไปแล้วในมุมของผู้ผลิต ทุกอย่างเรียกว่ากำลังไปได้ด้วยดี น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่เห็นความสำคัญกับการผลักดันให้เกษตรกร ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้มีรายได้ เพื่อนำมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งสุดท้ายก็จะกลายเป็นภาษีกลับคืนรัฐ ให้ได้นำไปพัฒนาประเทศต่อไป เห็นมีก็แต่เกษตรกรบ้านเราที่นับวันยิ่งจะจนลงทุกที ก็เพราะการเดินนโยบายที่เน้นเอาใจประชาชนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริโภค โดยลืมไปว่า เกษตรกรเองก็เป็นผู้บริโภคเหมือนกัน

ที่ผ่านมาราคาหมูและไข่ไก่ที่เพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และภาวะแห้งแล้ง ที่ส่งผลกระทบกับการเลี้ยงสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างในหมูก็ทำให้ลูกหมูขุนที่เลี้ยงโตช้า เนื่องจากเครียดจากอากาศร้อน อัตราการกินต่ำ การเจริญเติบโตจึงต่ำกว่ามาตรฐาน หรือแม้แต่แม่หมูเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่อาจจะส่งผลมากกว่าเพราะแม่หมูมีลูกในท้อง ซึ่งโดยปกติจะต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ที่ 26-28 องศา แต่ปีนี้อากาศร้อนผิดปกติกว่าทุกปี เพราะอุณหภูมิสูงถึง 41-43 องศา เรียกว่าสูงกว่าอุณหภูมิที่แม่หมูต้องการถึงเกือบครึ่ง ขณะที่แม่ไก่เองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เพราะภาวะเครียดจากอากาศร้อนนี้ ทำให้แม่ไก่ออกไข่น้อย ผลผลิตที่ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แถมไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดก็มีขนาดฟองเล็กลง การเลี้ยงสัตว์ในปริมาณเท่าเดิม แต่ได้ผลผลิตต่ำลงเช่นนี้ คนที่ได้รับผลเต็มๆ ก็หนีไม่พ้นเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการเลี้ยงที่ปรับสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว นี่เองที่ทำให้ราคาขายจำเป็นต้องปรับให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แต่เมื่อถึงวันนี้ เข้าสู่ฤดูฝน ที่มีน้ำฝนช่วยลดอุณหภูมิให้ต่ำลง เมื่ออากาศเย็น ปริมาณผลผลิตทั้งไข่ไก่ และเนื้อหมูก็เข้าสู่ตลาดเพิ่ม แถมมีอาหารตามธรรมชาติ พวกกุ้งหอยปูปลาออกมาช่วยแชร์ตลาดเนื้อสัตว์ตามปกติด้วยแล้ว ทำให้ราคาสินค้าทั้งสองประเภทกลับเข้าสู่วงจรเดิมที่ว่าด้วย หลักอุปสงค์-อุปทาน หรือกลไกการตลาดซึ่งเป็นธรรมดาของสินค้า คือ เมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการไม่ได้สูงตาม สิ่งที่ตามมาคือราคาสินค้าที่ต่ำลง วันนี้จึงเห็นทั้งราคาไข่ไก่ และราคาหมูที่ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุดเห็นว่าทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ก็ออกประกาศปรับลดราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลงอีกกิโลกรัมละ 1 บาท ทำให้ราคาหมูหน้าฟาร์มเหลือกิโลกรัมละ 60-61 บาท (มีผลตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม เป็นต้นไป) แต่ประเด็นที่ทำให้รัฐบาลหันมาจ้องราคาหมูอีก ก็เพราะราคาหมูเป็นที่ปรับลดลงนี้ ยังไม่ส่งผลให้ราคาหมูหน้าเขียงปรับลดลงทันที เนื่องจากสูตรการปรับราคาจะมีการปรับราคาต่อเมื่อราคาหมูเป็นปรับลดลงกิโลกรัมละ 3 บาท ถึงจะทำให้ราคาหมูเป็นหน้าเขียงปรับลดลงกิโลกรัมละ 5 บาท ที่เองเป็นชนวนที่จุดให้รัฐสนใจ เตรียมจะดึงหมูเข้ามาอยู่ในอีกหนึ่ง ประชานิยม!!

สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ ราคาที่ลดลงนี้ไม่ได้เกิดจากนโยบายรัฐที่รีบเร่งออกมาเหลือเกิน อย่างนโยบายพวกธงฟ้าราคาประหยัด หรือแม้แต่นโยบายที่ถือว่าหลงประเด็นอย่างการปล่อยให้นำเข้าแม่ไก่ไข่เสรี อย่างที่เพิ่งออกมาเมื่อไม่นานมานี้ แต่ราคาที่ลดลงเป็นเพราะปัจจัยต่างๆ ที่ไปเกื้อหนุนให้ราคาลดลงตามกลไกตลาด ตรงนี้เองที่อยากจะสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนคนบริโภคหมูกับไข่เป็นประจำเช่นเดียวกับตัวผู้เขียนเอง

ถึงบรรทัดนี้คงต้องขอความเห็นใจจากกรมการค้าภายใน อย่ากดราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้เอาไว้ ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาดมากกว่า มิเช่นนั้นแล้วปัญหานี้จะต้องวนกลับมาให้ต้องแก้กันอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันจบสิ้น เพราะต้องไม่ลืมว่าวันนี้ที่ราคาหมู ราคาไข่สูงขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคอาหารชนิดอื่นทดแทนตั้งมากมาย แต่เกษตรกรมีเพียงอาชีพเดียวคือการเลี้ยงสุกร... ถ้าหมดสิ้นอาชีพนี้แล้วจะให้พวกเขาไปทำอาชีพอะไรเลี้ยงชีวิต?